ใจไม่ถึงอย่าอ่าน ตำนานเปรตงู “ทุ สะ นะ โส”
adminเปรตมีหลายจำพวก มีจำพวกหนึ่งเรียก “อชครเปรต” หรือเรียก “อหิเปรต” คือ เปรตที่มีร่างกายราวกับงูเหลือม มีหัวเป็นคน มีตัวเป็นงู ยาวประมาณ ๒๕ โยชน์ มีเปลวไฟลุกตั้งขึ้นจากหัวลามถึงหาง จากหางลามถึงหัว ลุกตรงกลางตัวลามไปทั้งสองข้าง ลุกจากสองข้างลำตัวโหมเข้าหาตรงกลาง
อชครเปรต มีเรื่องเล่าว่าโจรผู้หนึ่งผูกอาฆาตเศรษฐีชื่อสุมงคล ที่กล่าววาจาดูแคลนตนโดยไม่ตั้งใจ จึงเผานาของเศรษฐี ๗ ครั้ง ตัดเท้าโคทั้งหลายในคอก ๗ ครั้ง เผาเรือนอีก ๗ ครั้ง เศรษฐีก็ไม่โกรธ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่เศรษฐีรักมากคือพระคันธกุฎีที่สร้างอุทิศแด่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงลอบเผาพระคันธกุฎีจนวายวอด เศรษฐีก็ไม่นึกโกรธ กลับดีใจที่จะได้ทำบุญใหญ่สร้างพระคันธกุฎีหลังใหม่ถวายอีกครั้ง และอุทิศกุศลให้แก่ผู้ที่คิดร้ายแก่ตนซึ่งก็คือโจรที่กำลังจะลอบฆ่า เมื่อโจรได้ยินคำแผ่กุศลให้ตน จึงละอายแก่ใจ เข้าไปขอสารภาพและลุแก่โทษ เศรษฐียกโทษให้ เมื่อโจรสิ้นอายุขัย รับกรรมในอเวจีจนสิ้น ด้วยวิบากกรรมยังเหลือ จึงเกิดเป็น “อชครเปรต” ถูกไฟไหม้เร่าร้อนต่อไป
ส่วนอหิเปรต มีเรื่องเล่าว่า ในเมืองพาราณสี เมื่อผู้คนจะไปสักการะพระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมเดินย่ำไปทางที่เป็นนาข้าวของชาวนาคนหนึ่ง ซึ่งแม้จะห้ามหรือขอร้องอย่างไร ก็ไม่สำเร็จ ชาวนาเกิดความคิดว่าถ้าไม่มีบรรณศาลาของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้คนก็จะไม่เดินผ่านที่นาของตน คิดได้ดังนี้ก็ลอบเผาบรรณศาลานั้นเสีย ชาวนาถูกผู้คนรุมประชาทัณฑ์ถึงแก่ชีวิต ไปเกิดในอเวจีนรกจนแผ่นดินหนาขึ้นหนึ่งโยชน์ แล้วไปเสวยวิบากกรรมที่เหลือเป็น “อหิเปรต”
แม้จะมีเรื่องเล่าต่างกัน แต่จุดร่วมกันคือผู้ที่ทำบาปด้วยการเผาที่อยู่ของสงฆ์นั้นจะเกิดเป็น “เปรตงู” มีหัวเป็นคน ตัวเป็นงู มีไฟลุกท่วมทั่วตัว
[ขยายความ: อหิ กับ อชคร แปลว่า งู คำว่า อชคร น่าสนใจ ในพจนานุกรมสันสกฤต-อังกฤษ ให้คำแปลว่า goat-swallower ผู้กลืนกินแพะ คำนี้ ประกอบด้วย อช แปลว่าแพะ กับ คร แปลว่าผู้กลืนกิน (คร มาจาก คฤๅ ธาตุ แปลว่ากลืน, กลืนกิน) แปลชั้นแรกคือผู้กลืนกินแพะ แปลชั้นสองว่า งูใหญ่ อชคร เป็นศัพท์แปลสองชั้น เหมือนกับ อุรค ประกอบศัพท์ด้วย อุร คืออก ค แปลว่า ไป อุรค แปลชั้นแรกคือ ไปด้วยอก แปลชั้นสอง คืองูนั่นเอง
ในละครนาคี เปรตงูดูจะเป็นคนละตำนานกับเรื่องเล่าทางพุทธ ผู้เขียนบทเล่าไว้ในเฟซบุ๊คว่าได้แรงบันดาลใจจากตำนานอุรังคธาตุ กล่าวถึงผีเปรต ผียักษ์ที่มักทำอันตรายแก่นาค ดังนี้
“ผีเปรต ผียักษ์มักทำอันตรายแก่นาคด้วยประการต่างๆ ทำให้ต้องพากันหลบหนีไปเที่ยวแสวงหาที่อยู่ลี่ผีสางทั้งหลาย (คำว่า “ลี่” คือ ลี้ หมายถึง ซ่อนเร้น) ไปอยู่ที่น้ำตกของมหานทีสีทันดร จึงเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า “ลี้ผี” ซึ่งต่อมาเพี้ยนมาเป็นน้ำตก “หลี่ผี” ในปัจจุบัน… พออ่านตำนานดังกล่าวจบ ชวนให้คิดต่อว่า ผีเปรตเจ้ากรรมเหล่านั้น ไปทำอะไรหนักหนาแค่ไหนหนอ เหล่านาคถึงได้เดือดร้อนจนถึงขั้นอยู่ไม่ได้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดฉากต่อสู้กันระหว่างนาคกับเปรตงูในเรื่องขึ้น”
ตำนานว่าครั้งหนึ่งเกิดการต่อสู้เพื่อแย่งความเป็นใหญ่ของนาค 2 ตนใน “หนองกระแส” การต่อสู้ครั้งนั้นรุนแรงจนสัตว์ใหญ่น้อยล้มตายลงเป็นอันมาก ร้อนถึงพระอินทร์ต้องส่ง “วิศุกรรมเทวบุตร” (พระวิศวกรรม) ลงมาปราบ พระวิศวกรรมก็เรียกบริวารคือ “เงือกงู” และ “ผีเปรตยักษ์” ให้ไปขับไล่นาคทั้ง 2 ออกไปจากหนองกระแส (แสดงว่านาคกลัวเงือกงู และผีเปรตยักษ์)
__________________________________
“ทุ สะ นะ โส”
เมื่อเปรตตนใดที่มารบกวนหรือก่อกวนมนุษย์ผู้ทรงศีลได้ยินพระคาถาหัวใจเปรตบทนี้จักระลึกถึงเปรตทั้งสี่ที่ยังเสวยกรรม
อยู่ในอเวจีมหานรก จักได้สติ เกิดความรู้สึกหวาดกลัวผลแห่งกรรมที่ตนจักได้รับรีบหลบหนีไปไม่กล้ากระทำกรรมชั่วอาศัยซึ่งเปรตทั้งสี่ตนนั้นเป็นอุทาหรณ์ดั่งนี้แล
ขอบคุณที่มา:เฟสบุ้ค นิปญาต อัสปาณี
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น